บทที่ ๕ สรุปเหตุการณ์สมัยกรุงธนบุรี

สิ้นสุดกรุงศรี ฯในยุค : สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ หรือ พระเจ้าเอกทัศ มีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าเอกทัศ เป็นพระมหากษัตริย์
       เจ้าฟ้าเอกทัศเป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์ที่ 33 พระองค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2301 - พ.ศ.2310 ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศที่ประสูติแต่กรมหลวงพิพิธมนตรี (พระพันวัสสาน้อย) (ต่อมาพระราชมารดาได้รับการสถาปนาเป็น กรมพระเทพามาตย์)
        โดยพระมารดาของพระองค์สืบเชื้อสายมาจากสกุลพราหมณ์บ้านสมอพลือ ที่มีต้นสกุลมาจากเมืองรามนคร มัชฌิมประเทศ ต่อมาเจ้าฟ้าได้รับการสถาปนาให้ทรงกรมเป็น กรมขุนอนุรักษ์มนตรี

พระนามที่ทรงเป็นที่รู้จัก

  • สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์
  • พระเจ้าเอกทัศ
  • สมเด็จพระบรมราชากษัตริย์บวรสุจริต (พระนามเมื่อขึ้นครองราชย์)
  • ขุนหลวงขี้เรื้อน (เนื่องจากเป็นที่เชื่อกันว่าพระองค์ทรงเป็นโรคเรื้อน)

พระราชประวัติ

การเสด็จขึ้นครองราชย์
        ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หนึ่งปีก่อนหน้าการเสด็จสวรรคต พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งให้เจ้าฟ้าอุทุมพร(เจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต) ผู้เป็นอนุชาของเจ้าฟ้าเอกทัศ ให้ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แต่เจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตได้ทูลว่า เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี พระเชษฐา ยังคงอยู่ขอพระราชทานให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลน่าจะสมควรกว่า
       สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงตรัสว่า กรมขุนอนุรักษ์มนตรีนั้นโฉดเขลา หาสติปัญญาแลความเพียรมิได้ ถ้าจะให้ดำรงฐานุศักดิ์มหาอุปราช สำเร็จราชกิจกึ่งหนึ่งนั้น บ้านเมืองก็จะเกิดภัยพิบัติฉิบหายเสีย และมีพระราชดำรัสสั่งให้ กรมขุนอนุรักษ์มนตรี ออกผนวชเสียเพื่อไม่ให้กีดขวาง เจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต ขึ้นเป็น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล

สงครามคราวเสียกรุงครั้งที่สอง

       

        ในระหว่างที่พระองค์ครองราชย์ พม่าได้ยกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2303 สมเด็จพระเจ้าเอกทัศได้ทรงขอให้พระเจ้าอุทุมพรลาผนวชมาช่วยบัญชาการรบพระเจ้าอลองพญากษัตริย์พม่าที่ยกทัพมาได้รับบาดเจ็บจากปืนใหญ่ ต้องยกทัพกลับ และสิ้นพระชนม์ระหว่างทาง
        ต่อมาในปี พ.ศ. 2307 พระเจ้ามังระ โอรสของพระเจ้าอลองพญา ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์พม่า และได้ส่งกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีก ให้เกณฑ์กองทัพกว่า 70,000 นาย ยกเข้าตีเมืองไทย 2 ทาง ทางทิศใต้เข้าตีเข้าทางเมืองมะริด ส่วนทางตอนเหนือตีลงมาจากแคว้นล้านนา และบรรจบกันที่กรุงศรีอยุธยาเป็นศึกขนาบกันสองข้างโดยได้ล้อมกรุงศรีอยุธยานาน 1 ปี 2 เดือน ก็เข้าตีพระนครได้ เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310

พระราชกรณียกิจ

"ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา บ้านเมืองสงบ การค้าขายเจริญ ทรงบริจาคทรัพย์ให้แก่คนยากจนจำนวนมาก"

การเสด็จสวรรคต

        ในประวัติศาสตร์ไทย พระเจ้าเอกทัศเป็นกษัตริย์ที่ถูกกล่าวถึงในแง่ร้ายเรื่อยมา และถูกจดจำในฐานะ "บุคคลที่ไม่มีใครอยากจะตกอยู่ในฐานะเดียวกัน" เหตุเนื่องจากไม่สามารถป้องกันกรุงศรีอยุธยาให้พ้นจากข้าศึก ทั้งนี้ คนไทยที่เหลือรอดมาถึงสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้นถือเอาว่า พระองค์ควรรับผิดชอบจากการเสียกรุงครั้งที่สองร่วมกับสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร

ราชวงศ์อลองพญา : ผู้ทำลายกรุงศรีอยุธยา

        มีเมืองรัตนสิงค์เป็นราชธานี ผู้เป็นต้นราชวงศ์อลองพญา มีอาชีพเป็นพรานชื่อ มังอองใจยะ เป็นกำนันบ้านมุตโซโบ หลังจากที่ตีเมืองอังวะคืนได้จากมอญ  และตีเอาเมืองหงสาวดีของขาวมอญมาเป็นเมืองขึ้นพม่าเหมือนแต่ก่อนได้แล้ว  จึงสถาปนาราขวงศ์อลองพญาขึ้นปกครองพม่าสืบไป 
        เหตุการณ์ทางด้านกรุงศรีอยุธยา เมื่อพม่ายกกองทัพกลับไปและพระเจ้าอลองพญาสิ้นพระชนม์ แล้วก็เกิดจลาจลวุ่นวาย  คิดว่าพม่าคงจะไม่มีกำลังกลับเข้ามารุกรานไทยได้ดังแต่ก่อน แต่ก็ลงมือซ่อมแซมพระนครป้อมปราการต่าง ๆ ให้ดีดังเก่า แต่ทว่ามิได้รักษาความสามัคคีในหมู่ข้าราชการไว้ได้ยืดยาวประหนึ่งว่ายามมีศึกสงครามก็มีความสามัคคีกันคราวหนึ่ง  พอพ้นภัยก็ร้าวฉานกันใหม่

ศึกบางระจัน

        วีรกรรมของ วีรชนทั้งหลายที่ได้แสดงให้โลกได้ประจักษ์ว่า เลือดนักสู้ของไทยนั้น ไม่ยอมถอยให้กับศัตรูแม้ว่าจะมีกำลังน้อยกว่า อาวุธเทียบกันไม่ได้ และสุดท้ายทุกคนรู้ว่าต้องตาย แต่ไม่มีใครคิดยอมให้ ข้าศึกพม่าย่ำยีได้ง่าย
        ศึกครั้งนี้เป็นเพียงการรวมตัวกันของกลุ่มชาวบ้าน ที่ทำให้พม่าต้องสูญเสียอย่างมาก หากผู้มีอำนาจในกรุงศรีฯ ให้ความสำคัญ ช่วยเหลืออาจทำให้เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงก็เป็นได้ ฉะนั้นขอเทิดทูนวีรกรรม ของ นักรบบางระจัน ตามพระนิพนธ์  “ ไทยรบพม่า”  เป็นหลัก

หลังกรุงแตก

        พม่ามาตีกรุงศรีอยุธยาครั้งพระเจ้าหงสาวดี  (บุเรงนอง)  กับพระเจ้าอังวะผิดกันมากเป็นสิ่งบ่งบอกถึงเบื้องลึกของจิตใจคนที่ตั้งตัวเป็นพระมหากษัตริย์นั้น เป็นผู้มีจิตใจที่พัฒนาแล้ว  เจริญแล้ว หรือเป็นผู้ที่ยังไม่พัฒนายังมิจิตใจที่เลวทรามต่ำช้า เยี่ยงเดรัจฉาน ครั้ง พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองพม่ามารบกับไทยเยี่ยงอย่างกษัตริย์ เยี่ยงผู้ที่เจริญแล้ว แต่ครั้ง พระเจ้าอังวะพม่ามารบกับไทยเยี่ยงอย่างมหาโจรป่าเถื่อน           
       ด้วยเหตุนี้  เมื่อพม่าตีเมืองไทยได้จึงเผาเสียทั้งเมืองน้อยเมืองใหญ่ ตลอดจนราชธานีในที่สุด ตามสันดานของคนถ่อยป่าเถื่อนเท่านั้นเองแล้วเลิกทัพกลับไปทรัพย์สินที่เอาไปไม่ได้ก็ทำลายเสียอย่างไม่ใยดี การเสียกรุงครั้ง  พุทธศักราช ๒๓๑๐บ้านเมืองจึงยับเยินอย่างที่สุด ที่ไม่มีชาติประเทศใดในสมัยนั้นกระทำได้เยี่ยงนี้

สายราชสกุลวงศ์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

  1. พระราชบิดาสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี 
  2. สมเด็จพระราชชนนี  พระนามเดิมว่าเอี้ยง   
  3. สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
  4. สมเด็จพระน้านาง 
  5. สมเด็จพระราชินี 
  6. พระราชโอรสธิดา  ๒๙  องค์ 
  7. พระเจ้าหลายเธอ  ๔ องค์ 
  8. จำนวนสมาชิกเชื้อสายพระราชวงศ์กรุงธนบุรี  ตั้งแต่ชั้น ๑ ถึงชั้น ๘  ตามรายพระนามและนามเท่าที่ปรากฎในนี้มีรวม  ๑๒๐๐  เศษ

ภาพ : พระรูปทรงม้า  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชหน้าพระวิหารสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  วัดอินทาราม

ภาพ : วัดอินทารามในปัจจุบัน

พระเจ้าตากกับวัดอินทาราม

       วัดอินทารามหรือวัดบางยี่เรือนอก   นั้นเป็นวัดสำคัญในสมัยกรุงธนบุรีเป็นวัดที่พระเจ้าตากสินมหาราช  ทรงประกอบพระราชกุศล  มีโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพระองค์หลายอย่างนับว่าสำคัญ  น่าชมและมีค่า  ควรศึกษาอย่างมาก  เช่น  พระแท่นบรรทมไสยาสน์  เป็นพระราชอาสน์ที่พระองค์ทรงประทับแรมทรงศลี  และทรงเจริญพระกรรมฐาน

ติดตามเรื่องราวที่สมบูรณ์ได้จากหนังสือ เฉลิมพระเกียรติ"สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช"

<<< | Home | >>>